จังหวัดลพบุรี

LOPBURI PROVINCE

ข่าวสาร & กิจกรม

ผู้ว่าฯ ลพบุรี ร่วมประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2564 “บูรณาการเชื่อมโยงจัดการน้ำทั่วไทยด้วย 10 มาตรการรับมือฝน 64” ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS)

     วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2564 เวลา 10.00 น. นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี  ร่วมประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2564 “บูรณาการเชื่อมโยงจัดการน้ำทั่วไทยด้วย 10 มาตรการรับมือฝน 64” ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (Video Conference System : VCS) โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2564 เรื่อง “บูรณาการเชื่อมโยงจัดการน้ำทั่วไทยด้วย 10 มาตรการรับมือฝน’64” เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ในการจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา และการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตาม 10 มาตรการ รับมือช่วงฤดูฝนปี’64 โดยมีหัวหน้าหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น พร้อมด้วยผู้แทนจากคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำวัง โดย จ.ลำปาง ลุ่มน้ำมูล จ.บุรีรัมย์ ลุ่มน้ำยม จ.พิษณุโลก และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง จ.ปัตตานี เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชั้น 4 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อาคารจุฑามาศ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พร้อมถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Video Conference) ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

     พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบต่อ 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 ตามที่ กอนช. เสนอ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน ประกอบด้วย 1.คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนทิ้งช่วง 2.บริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก 3.ทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และเขื่อนระบายน้ำ 4.ซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ และสถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน 5.ปรับปรุง แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6.ขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมความพร้อมและวางแผนเครื่องจักรเครื่องมือประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ 8.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ 9.การสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อม ตลอดระยะเวลาฤดูฝน และ 10.ติดตามประเมินผลและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย ตลอดระยะเวลาฤดูฝน สำหรับการประชุมครั้งนี้จึงเป็นการติดตามความพร้อมของแต่ละหน่วยงานตามมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรองรับน้ำในฤดูฝนนี้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลักเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อน 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ให้เกิดการเชื่อมโยงผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกำชับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ การใช้น้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำให้มากที่สุด โดยเน้นบริหารจัดการใช้น้ำฝนเป็นหลัก พร้อมเร่งเก็บกักน้ำบนดินและใต้ดิน ภายในเดือน มิ.ย. นี้ สำรองไว้ใช้ในช่วงฝนน้อย อีกทั้งเน้นย้ำกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ติดตาม เฝ้าระวัง แจ้งเตือน น้ำหลากดินถล่ม พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับสถานการณ์ นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบความพร้อมของระบบระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ อาคารบังคับน้ำ และแนวคันป้องกันน้ำโดยเฉพาะบริเวณจุดเสี่ยงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือในพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที รวมถึงให้มีการสร้างการรับรู้ทั้ง 10 มาตรการ อย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนพร้อมรับมือและให้การสนับสนุนร่วมไปกับภาครัฐ โดยให้ สทนช. ทำหน้าที่ติดตาม กำกับให้หน่วยงานดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างใกล้ชิด และรายงานให้ กอนช. ทราบทุกเดือน

     ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าในสองประเด็นหลัก ได้แก่ ผลการดำเนินงานตามงบกลาง ปี 63 บรรเทาผลกระทบภัยแล้ง กักเก็บน้ำฤดูฝนและป้องกันน้ำท่วม รวม 23,286 รายการ โดยมี 15 หน่วยงาน ร่วมดำเนินการ พบว่า ด้านแหล่งน้ำ 23,257 แห่ง ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 14,966 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 6,304 แห่ง ยกเลิก 1,987 แห่ง และด้านครุภัณฑ์ 29 รายการ ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ 10 รายการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 18 รายการ และยกเลิก 1 รายการ โดยสำหรับส่วนที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการจะมีการเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งหากโครงการด้านแหล่งน้ำดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นถึง 702 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำบาดาล 47 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำดิบผลิตประปา 61 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์กว่า 7 ล้านไร่ ครัวเรือนรับประโยชน์ 3 ล้านครัวเรือน พื้นที่ได้รับการป้องกัน 2 ล้านไร่ ผู้ใช้น้ำประปาเพิ่มขึ้น 5 แสนราย มีการจ้างแรงงานเกือบ 2 แสนราย และกำจัดปริมาณวัชพืชได้ 7 ล้านตัน

     พร้อมกันนี้ ได้ติดตามในส่วนของการดำเนินงานตาม 10 มาตรการ รับมือสถานการณ์ฤดูฝน ปี 2564 ซึ่งขณะนี้แต่ละหน่วยงานได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีตัวอย่างความก้าวหน้าที่สำคัญ อาทิ การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และฝนน้อยกว่าค่าปกติ พบว่า เดือน ก.ย. มีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมมากที่สุด จำนวน 1,012 ตำบล 290 อำเภอ 56 จังหวัด ส่วนพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเนื่องจากฝนน้อยกว่าค่าปกติ ในเดือน ก.ค. มีพื้นที่เสี่ยงมากที่สุด จำนวน 1,504 ตำบล 239 อำเภอ 29 จังหวัด การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อรองรับน้ำหลาก พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ 0.265 ล้านไร่ เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 64 ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 0.245 ล้านไร่ และมีการดำเนินการเตรียมแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมาตรรวม 13.04 ล้าน ลบ.ม. การซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์/ระบบระบายน้ำ สถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน อาคารชลศาสตร์ แก้ไขแล้ว 2,312 แห่ง คิดเป็น 99% สถานีโทรมาตร แก้ไขแล้ว 4,209 แห่ง คิดเป็น 89% การปรับปรุง แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ แก้ไขแล้ว 400 แห่ง คิดเป็น 64% การขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา กำจัดแล้ว 3,779,973 ตัน การเตรียมพร้อม/วางแผนเครื่องจักรเครื่องมือ ประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และพื้นที่ฝนน้อยกว่าค่าปกติ เตรียมความพร้อมแล้ว 40,604 หน่วย การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และปรับปรุงการส่งน้ำ ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลพร้อมก่อสร้างระบบกระจายน้ำ 2,498 บ่อ และเติมน้ำใต้ดิน 998 แห่ง เป็นต้น โดย กอนช. จะติดตามในส่วนของงานที่คั่งค้างของทุกหน่วยงานให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้ ครอบคลุมทั้งการป้องกันปัญหาอุทกภัยและปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ฝนตกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

     ทั้งนี้ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการ ดังนี้
     1. กระทรวงมหาดไทยจะนำข้อสั่งการทั้งมติคณะรัฐมนตรี ทั้ง 10 มาตรา และข้อสั่งการของท่านประธาน (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) นำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม และรายงานผลการปฏิบัติ
     2.ส่วนที่เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการของมหาดไทย และในพื้นที่ ทั้งอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ทำ 2 เรื่อง เรื่องแรกเรื่องการบริหารจัดการน้ำทำอย่างไรนำข้อสั่งการของรัฐบาลไปใช้ประโยชน์ โดยคิดทั้งระบบทั้งเรื่องระบบการเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง กับการระบายน้ำในช่วงอุทกภัยโดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการกับทุกภาคส่วนราชการในจังหวัดให้เป็นรูปธรรมในส่วนนี้ และกระทรวงมหาดไทยขอความร่วมมือกับส่วนราชการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณลงไปในพื้นที่ขอความกรุณาแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้ทราบด้วย เหตุผลสำคัญเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ว่า รัฐบาลได้นำสิ่งดีๆลงไปในพื้นที่ บางครั้งจะเป็นผลกระทบด้านมวลชน รวมทั้งสถานที่ในการดำเนินการด้านต่างๆ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะช่วยเหลือทุกส่วนราชการที่มีงบประมาณลงไปในพื้นที่ได้
     3. ส่วนที่ 2 เรื่องการบริหารจัดการคนโดยสร้างการรับรู้ให้กับคนที่ได้รับผลกระทบ หรือเกรงว่าจะได้รับผลกระทบให้มีความเข้าใจ โดยท่านประธานได้ย้ำตั้งแต่ต้นว่า การสร้างการรับรู้ การพูดง่ายให้คนเข้าใจว่า นี่คือเรื่องดีๆ ที่รัฐบาลนำมาสู่พื้นที่ โดยเรื่องการบริหารจัดการคน ให้น้อมรับพระราโชบาย “ทำอย่างไรให้ผู้ประภัยนั้น กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด” โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทราบอยู่แล้ว ว่าจะต้องทำอย่างไร เช่น ในส่วนของ ปภ.ชาติ มาดำเนินการเมื่อเกิดสถานการณ์ภัย ทำแผนเผชิญเหตุ ตรงไหนเป็นอยู่ของคนจุดปลอดภัย จุดเสี่ยงภัย เมื่อเกิดภัยสำคัญที่สุด รัฐบาลไม่มีข้อจำกัดในการช่วยเหลือประชาชน อะไรที่เป็นข้อจำกัดเรื่องระเบียบในการช่วยเหลือสามารถทำเรื่องยกเว้นหลักเกณฑ์มายังผู้มีอำนาจในส่วนกลางได้

 

ขอบคุณข่าวจากกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ

แกลเลอรี่รูปภาพ

ข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจ